ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน

ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน เป็นเพราะอะไร

ตัดแว่นมาใหม่ ใส่แล้วมึน สาเหตุมาจากอะไรตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน

  1. กรอบที่เปลี่ยนไป จากกรอบเดิม 
  2. ค่าสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม
  3. ชนิดของเลนส์ที่ไม่เหมือนเดิม
  4. center ของตา ไม่ตรงกับ optical center ของเลนส์

กรอบแว่นที่เปลี่ยนไป 

กรอบที่มีขนาดเปลี่ยนไปทั้งแนวตั้ง และแนวนอน มีผลเสมอ แม้ค่าสายตาจะเท่าเดิม เพราะขนาดกรอบมีผลต่อการรับรู้ภาพ จึงอาจทำให้มึนในช่วงแรกได้ ตัวอย่างที่เห็นชัด คือเคยใส่กรอบแว่นพอดีหน้า แล้วเปลี่ยนไปใส่กรอบแฟชั่น ที่มีขนาดใหญ่ จะมีผลทันที แต่อาการแบบนี้จะหายไปเมื่อกระบวนการการรับรู้ภาพประตัว

ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน
กรอบแว่นจะมี รูปทรง และขนาดที่ต่างกัน ทั้งความกว้าง ความสูง ขนาดสะพ่ยจมูก
ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน
ความโค้งหน้าแว่น (Wrap) ที่มี curve ที่ต่างกัน ก็มีผลให้การใส่ช่วงแรกๆ มึน

ค่าสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม

ค่าสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม มีผลเสมอเมื่อตัดแว่นใหม่ เพราะการรับรู้ของสมองต้องใช้เวลาในการปรับตัว ยิ่งเปลี่ยนจากเดิมมากก็มีอาการมาก แต่อาการแบบนี้จะหายไป เมื่อมีการปรับตัว ซึ่งปกติถ้าวัดสายตาได้ถูกต้อง ก็ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าใส่ไปหลายอาทิตย์ ยังไม่หายมึน ควรไปตรวจวัดสายตา ร้านใหม่ เพื่อเปรียบเทียบ ค่าสายตา 

ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน
ค่าสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ต้องใช้เวลาปรับตัว

ชนิดของเลนส์ที่ไม่เหมือนเดิม

เลนส์สายตามีคุณภาพที่ต่างกันตาม spec ของเลนส์ ถ้าเคยใส่เลนส์ตัวที่มีโครงสร้างแบบพรีเมี่ยม ย่อมให้ความรู้สึกที่ต่างกันเมื่อมาใส่เลนส์ธรรมดา 

ตัดแว่นที่ไหนดี

เรารับรู้ภาพต่างๆ ด้วยกระบวนการการมองเห็น จากตาไปสู่สมอง

center ของตา ไม่ตรงกับ optical center ของเลนส์

ตัดแว่นใหม่ใส่แล้วมึน
การฟิตติ้ง เพื่อหา center ตา บนตำแหน่งของแว่น

อันนี้เป็นปัญหาที่หลายคนไม่ค่อยรู้ เพราะคนที่เลือกกรอบแว่นที่เน้นไปทาง cosmetic มากๆ มักจะเจอปัญหาแบบนี้ เพราะขนาดของวงเลนส์ อาจไม่สามารถวางให้ตรง จุดโฟกัสตาของผู้ใส่ได้ จึงเกิดอาการที่เรียกว่า prism effect (พื้นจม พื้นลอย) และ batterfy effect (วูบวาบ)

ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน

ตัวอย่างแว่นที่มีขนาดใหญ่ เมือทาบเลนส์ลงบนจุด center ตา เลนส์มีขนาดเล็กกว่ากรอบแว่นตา ถ้าต้องการวาง center ตาให้ตรง center lens ไม่สามารถทำได้ เพราะเลนส์เล็กกว่ากรอบแว่น

ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน

เมื่อ center ไม่ได้ มี 2 อย่างที่ร้านแว่นจะทำ คือ 
1.เปลี่ยนสเปคเลนส์สายตาให้มีขนาดวงเลนส์ใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจต้องขยับไปใช้เลนส์แลป ที่มีราคาเพิ่มขึ้น
2. De-Center จุดโฟกัสเลนส์ให้ไปอยู่กลางแว่นตา เพื่อให้ประกอบเลนส์ได้

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น เมื่อเลนส์ถูก de-center เพื่อให้ตัดเข้ากรอบได้ ทำให้จุดที่ตาเรามองผ่านเลนส์ไม่ใช่จุด center ของเลนส์ จะทำให้เกิด prism effect  หรือการเห็นพื้นลอย นั่นเอง

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น  ดูรูปด้านล่างที่มีแท่ง ปริซึม เราลองขยับแท่ง prism ผ่านเส้นตรงที่วางไว้ การ de center เลนส์ จะทำให้ รูม่านตา เราไม่ตรงกับ จุดที่บางที่สุดของเลนส์ ที่เรียกว่า จุด optical center ของเลนส์

ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน

เมื่อ optical center เลนส์ถูกขยับออกจาก center ตา จะทำให้ตาเรามองผ่านส่วนที่หนาของเลนส์นั่นเอง ยิ่งค่าสายตามากกว่า 300 จะมีผลกระทบมาก

การเลือกกรอบแว่น
ความหนาของเลนส์ในแต่ละ index ตัวเลขน้อย คือ เลนส์จะหนามาก
สาเหตุที่เราเห็นพื้นจม และ พื้นลอย เป็นอาการของ prism effect จากการที่จุดโฟกัสตา ไม่ตรงกับจุดโฟกัสของเลนส์
ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน
เลนส์สายตาจะมีจุที่เรียกว่า optical center
ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน
เมื่อ Optical Center ของเลนส์ ไม่ตรงกับตาดำคนใส่แว่น ก็จะเกิด priem effect

นอกจากนี้ อาจมีสาเหตุจากโรคทางตา  เช่น ต้อ เบาหวาน กระจกตาโป่ง และ กลุ่มที่ใส่คอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี ทำให้กระจกตาเป็นรอย จึงไม่สามารถมองชัดได้เท่าคนปกติ

ตัดแว่นใหม่ ใส่แล้วมึน
Line us

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ หลายคน ตัดแว่นโปรเกรสซีฟ มาแล้วใส่ไม่ได้ มองไม่ชัด มึนหัว คลื่นไส้ ตัดมาแล้วใส่ไม่ได้ ต้องวางทิ้งไว้ เป็นฝันร้ายของคนที่ใส่ไม่ได้ 

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

เรื่องแบบนี้มักเป็นปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟที่หลายคนผิดหวัง จนไม่คิดจะกลับไปใช้อีกเลย เพราะคิดว่าเราไม่เหมาะกับแว่นโปรเกรสซีฟ 

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
เลนส์โปรเกรสซีฟ เปรียบเหมือน มีดพับสวิส ที่มองได้ทุกระยะ แต่ก็ไม่สามารถมองได้ดีเท่าเลนส์ที่มองได้ระยะเดียว

เลนส์โปรเกรสซีฟ เปรียบเหมือนมีดพับสวิส ที่เป็นมีดเอนกประสงค์ Multiple Tools  ที่มีทั้งมีด ที่ตัดเล็บ กรรไกร หลายอย่างในอันเดียว แต่ก็ไม่มีอันไหนใช้งานได้ดีเท่ากับเครื่องมือที่แยกเดี่ยวๆ

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ค่าพารามิเตอร์แว่นของผู้ใส่แต่ละคน จะแตกต่างกัน
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
การ fitting แว่นขณะใส่ จะได้ค่าพารามิเตอร์เฉพาะแว่นตัวนั้น เมื่อเปลี่ยนกรอบแว่นก็ต้องวัดค่าพารามิเตอร์ใหม่

ความคาดหวัง ของคนที่ตัดแว่นโปรเกรสซีฟ กับ ความจริงของแว่นโปรเกรสซีฟ ที่ไม่ชัดเท่าแว่นที่เป็น single lens โดยเฉพาะ โซนการมองใกล้ และ มองระยะกลาง

ตัดแว่นโปรเกรสซีฟ แล้วมึนหัว





ความคาดหวังของคนตัดแว่นโปรเกรสซีฟ ที่คนใส่อาจไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจไม่เพียงพอ 

แว่นโปรเกรสซีฟ ใช้งานได้ทุกระยะก็จริง แต่ก็ใช้งานดีไม่เท่ากับ แว่นที่เป็น Single lens เดี่ยวๆ เหมือนแว่นมองไกลอย่างเดียว หรือแว่นอ่านหนังสืออย่างเดียว เพราะ เลนส์โปรเกรสซีฟ มีค่าสายตา หลายค่า สำหรับใช้มองไกล จนถึงมองใกล้ จึงทำให้โซนการมองด้านข้างที่บิดเบือน เพราะโครงสร้างค่าสายตาที่มีหลายค่า นั่นเอง

มีปถญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
โครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟ จะมีโซนการมองที่ภาพบิดเบือน ที่หลายคนไม่เข้าใจ
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ค่าสายตาบนเลนส์โปรเกรสซีฟ จะมีค่ามองไกล และ ค่า Add ที่เป็นค่ามองใกล้
เลนส์โปรเกรสซีฟ มีลักษณะที่ต้องได้อย่าง เสียอย่าง เสมอ เช่น ต้องการพื้นที่อ่านหนังสือกว้างๆ ก็จะทำให้พื้นที่มองคอมแคบลง 
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ได้อย่าง เสียอย่าง คือ ถ้าเราใช้ short corridor ก็จะทำให้พื้นที่มองคอมแคบ ถ้าเราใช้ long corridor ก็จะทำให้พื้นที่อ่านหนังสือแคบลง

แล้วอะไรบ้างที่เป็นปัญหาทำให้คนตัดแว่นโปรเกรสซีฟ แล้วผิดหวังอย่างแรง

1.การเลือกกรอบที่เหมาะกับเลนส์โปรเกรสซีฟ  ผู้ใส่มักไม่รู้ว่า กรอบแบบไหนเหมาะกับเลนส์ progressive
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
กรอบแว่นโปรเกรสซีฟ ควรมี 1.ขนาดความสูง และความกว้างที่เหมาะสม 2. ตัวกรอบปรับดัดได้ 3. ใส่แล้วกระชับหน้า ไม่ห้อยลงมา หรือขยับไปมาได้ 4. ควรมีระยะห่าง ของตาดำ กับเลนส์ ประมาณ 10-13 มม.
Oakley ตัดเลนส์ใส่แล้วมึน
เทคโนโลยีเลนส์ ของ Shamir ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ เช่นกรอบแว่นโปรเกรสซีฟ ควรใช้กรอบที่สามารถปรับแป้นจมูกได้ ในอดีตเคยเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะ Software ที่ใช้ฝนเลนส์สามารถทำให้ได้
2.การวัดค่าพารามิเตอร์ ขณะใส่แว่น หรือ position of wear 

การ fitting แว่นเป็นเรื่องสำคัญของแว่นโปรเกรสซีฟ เพื่อให้แน่ใจว่ากรอบแว่นที่เลือก มีค่าพารามิเตอร์ ที่เหมาะสม

Oakley ใส่แล้วมึน
เลนส์โปรเกรสซีฟจะใช้งานได้ ทุกระยะ การวัดค่าพารามิเตอร์ต้องมีความแม่นยำ การใช้ปากกาจุดลงบนเลนส์ในการตัดเลนส์โปรเกรสซีฟ มักเกิดความคลาดเคลื่อนเสมอ
3.ระยะ corridor หรือระยะที่ใช้มองคอม 

การเลือกระยะ corridor มีผลกับการมองระยะกลาง และการมองใกล้ corridor สั้น หมายถึง โซนการมองระยะกลาง แคบลง จึงไม่เหมาะกับคนที่ทำงานใช้คอม นานๆ แต่จะเข้าถึง โซนอ่านหนังสือได้ง่ายกว่า

ในขณะที่ corridor ยาว จะให้ความกว้าง และสบายตากว่าสำหรับการทำคอม แต่ก็มีปัญหาการเหลือบมอง ระยะใกล้ ที่จะอยู่ต่ำกว่า corridor แบบสั้น

สรุปคือ ค่า corridor ที่เหมาะสม ขึ้นกับความต้องการการใช้งานเป็นหลัก

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
Corridor หรือระยะกลางของเลนส์ มีความสำคัญกับเลนส์โปรเกรสซีฟ ไม่แพ้ปัจจัยตัวอื่น
มีปญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ระยะ corridor ควรล้อตามกรอบ และความต้องการใช้งานของผู้ใส่ หากเลือกกรอบที่มีความสูงน้อย ระยะ corridor จะถูกบังคับให้เป็น corridor สั้น ด้วยขนาดกรอบแว่น
4.การวัดค่าสายตามองไกล และค่า add สำหรับมองใกล้ ที่ผิดพลาด

คนที่วัดสายตา ต้องมีความรู้เรื่องการทำงานของตา ไม่ใช่ความรู้ในการใช้เครื่องวัดสายตาอย่างเดียว

Eye anatomy
เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ ด้วยแสงที่ส่องมากระทบวัตถุ เข้าตาเรา ผ่านกระจกตา cornea-pupil- crystalline lens โดยแสงจะถูก converse ให้ไปตกที่จอรับภาพ retina ที่ทำงานร่วมกับ optic nerve จึงทำให้เกิดภาพขึ้นมานั่นเอง

เหมือนเราเอารถไปให้ช่างซ่อมรถที่ไม่รู้ว่ารถยนต์ขับเคลื่อนยังไง เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าช่างทำถูก 

การวัดสายตาก็เช่นเดียวกัน ถ้าคนวัดไม่รู้ว่า ตาเราทำงานยังไงถึงมองเห็น เราจะมั่นใจได้แค่ไหน ว่าตัดเลนส์ออกมา แล้วใส่ได้ 

5. ผู้ใส่ ที่ไม่เคยใส่แว่นตาติดหน้ามาก่อน ต้องใช้เวลาฝึกการใช้เลนส์โปรเกรสซีฟนานกว่า คนที่ใส่แว่นสายตามองไกลมาก่อน
หลายคนที่ไม่เคยใส่แว่นติดหน้ามาก่อน จะมีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ เมื่อใส่ครั้งแรก เพราะความเข้าใจว่าใส่แล้วใช้มองได้ทุกระยะทันที เหมือนแว่นอ่านหนังสือ

แว่นโปรเกรสซีฟ เป็นแว่นที่ต้องฝึกการใช้งานที่ถูกต้อง เพื่อให้การรับรู้เกิดการปรับตัว ซึ่งเวลาขึ้นกับการฝึกการใช้งาน หากใส่ๆ ถอดๆ ก็จะใช้เวลาปรับตัวนานกว่าปกติ เมื่อเทียบกับ คนที่ใส่ติดหน้านานกว่า

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
คนที่มองไกล ไม่มีค่าสายตา เมื่อตัดเลนส์โปรเกรสซีฟ จำเป็นต้องฝึกการใช้งานมากกว่าคนอื่น

การฝึกจะใช้เวลาประมาณ 1- 2 อาทิตย์ เพื่อให้เกิดปรับตัว การมองควรใช้ปลายจมูกชี้ไปยังจุดที่จะมองในระยะแรก ส่วนการมองใกล้ ฝึกด้วยการขยับหน้าขึ้นลง เพื่อหาตำแหน่งการมอง ในระยะแรกควรฝึกใช้มองทีวี สลับกับการมองมือถือ จะช่วยให้ปรับตัวได้เร็วขึ้น

ทำไมคนต้องการเลนส์โปรเกรสซีฟ เมื่ออายุมากขึ้น
ปัญหาเรื่องสายตาตามอายุ Presbyopia ที่เกิดจากเลนส์ตาขาดความยืดหยุ่น เมื่ออายุมากขึ้น
มีปญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
เลนส์ตาจะ relax เมื่อเรามองไกล และจะเพ่งจนเลนส์ตานูนขึ้นตามรูปขวา เมื่อเรามองใกล้

เมื่อถึงเวลาต้องใช้ มันก็ต้องมี ดังนั้นเราจึงควรมีความรู้บ้าง ก่อนไปตัดเลนส์โปรเกรสซีฟ ในฐานะผู้บริโภค สิ่งที่ควรรู้คือ

กรอบแว่นที่จะใส่เลนส์ progressive มีความสำคัญมากๆๆๆ (size and shape are very much matter)

มีปญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
กรอบแว่นสำหรับตัดเลนส์โปรเกรสซีฟ ควรมีค่าพารามิเตอร์อยู่ในค่ามาตรฐาน คือ 1.ความโค้งหน้าแว่น 2.มุมเทหน้าแว่น 3.ระยะห่างตากับเลนส์แว่นตา และสามารถปรับดัดได้

การเลือกกรอบแว่นสำหรับเลนส์ progressive

มีปัญหากับแว่นโปรเกรศซีฟ
กรอบแว่นที่เหมาะกับการทำเลนส์โปรเกรสซีฟ จะเป็นกรอบที่สามารถ ดัดหน้าแว่น ดัดแป้นรองจมูก ดัดขาแว่นได้ และมีขนาดที่พอดีกับหน้า หรือ ตาดำอยู่กลางเลนส์แว่นตา

แว่น progressive อาจไม่ใช่คำตอบ

1.ความกว้าง และความสูง ของกรอบที่เหมาะกับเลนส์ progressive คือใส่แล้วตาดำเราควรอยู่ประมาณกึ่งกลางแว่นตาเรา
แว่น progressive อาจไม่ใช่คำตอบ
กรอบแว่นที่กว้างไป จะเป็นการเพิ่มพื้นที่บิดเบือน โดยไม่จำเป็น

แว่น progressive อาจไม่ใช่คำตอบ

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ขนาดกรอบแว่นโปรเกรสซีฟ ไม่ใหญ่จนเกินไป จะช่วยให้การใช้งานดีขึ้น พื้นที่ที่บิดเบือนจะน้อยลงตามความพอดีของกรอบ

2. กรอบแว่นต้องปรับ หน้าแว่น มุมเท แป้นจมูก ขาแว่นได้

3D printed frame
กรอบแว่นที่ปรับดัดได้ กรอบ 3D printed Made in German
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
Radiowerk

3. จงจำไว้ว่า ค่า add มีความสันพันธ์ กับราคาเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะ ค่า add เยอะแปลว่าเลนส์ตัวนี้จะต้องถูกบีบอัดมากขึ้นเพื่อให้มองเห็น นั่นแปลว่า ต้องใช้ เลนส์โปรเกรสซีฟ ที่เหมาะกับค่า addition ของเรา และคนที่มีค่า Add มากกว่า 2.50d ควรใช้ เลนส์ที่มีค่า corridor ที่ยาว เพื่อความสบายตาในการใช้งาน

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ค่า addition ที่มากจะทำให้พื้นที่การอ่านหนังสือแคบลง
มีปัญหากับแว่นโปรเกรศซีฟ
ค่า addition จะเพิ่มตามอายุ

4. เลนส์โปรเกรสซีฟ จะมีโครงสร้างเลนส์ที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น การเลือกเลนส์ที่เหมาะสมกับคนใส่ขึ้นอยู่กับความต้องการการใช้งาน เช่น เน้นใช้งานกับหน้าจอ คอมพิวเตอร์ ก็จะมีโครงสร้างที่มองกลางได้กว้าง อายุมากก็จะต้องใช้เลนส์ที่เพิ่มพื้นที่การอ่านหนังสือ ค่าสายตา 2 ข้างต่างกันมาก ก็ต้องใช้เลนส์ที่มีโครงสร้างในการทำให้เกิดขนาดภาพที่ใกล้เคียงกัน

ใส่แว่นโปรเกรสซีฟไม่ได้
เกรดของเลนส์ โปรเกรสซีฟ มีหลายระดับ
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
โครงสร้างเลนส์ โปรเกรสซีฟที่เน้นการใช้งานระยะคอมพิวเตอร์
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
โครงสร้างเลนส์สำหรับคนที่ค่า addition มากๆ
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ค่าสายตา 2 ข้างมีค่าที่ต่างกัน จะให้ขนาดภาพที่ต่างกัน จึงต้องใช้เลนส์ที่มีเทคโนโลยี่ในการปรับภาพให้สมดุลกัน

5.ถ้าใส่แว่นโปรเกรสซีฟไม่ได้จริงๆ ยังมีเลนส์อีกแบบหนึงที่เรียกว่า เลนส์ Bi-focal สำหรับคนที่ผิดหวังมากๆ กับแว่นโปรเกรสซีฟ หรือ ตัดแว่นอ่านหนังสือ ที่อาจเหมาะกว่า หากไม่อยากฝึกใช้งาน  เพราะแว่นอ่านหนังสือ เป็น Single lens ใช้งานง่ายกว่า แว่น โปรเกรสซีฟมาก

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
เลนส์ Bi-focal ใช้มอง 2 ระยะ คือ ไกล กับ ใกล้
ตัดแว่นที่ไหนดี
แว่นอ่านหนังสือ
การเลือกร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟ
  1. วัดสายตาแบบละเอียด ทั้งมองไกล และมองใกล้
  2. แนะนำระดับของเลนส์ที่เหมาะกับค่าสายตา และ การใช้งานได้
  3. ร้านต้องวัดพารามิเตอร์ ขณะใส่แว่น (position of wear) 
  4. แก้ไข เมื่อผู้ใช้ ใส่ไม่ได้ เช่น การปรับ ดัด แว่น การตัดเลนส์ให้ใหม่ หากเลนส์ที่ตัดมา ไม่สามารถแก้ไขด้วยการ ปรับดัด แว่น เพราะสาเหตุเกิดได้จากทุกขั้นตอน ในการประกอบแว่น
หลายร้านมักมีการโปรโมทเรื่องการวัดสายตาโดยนักทัศนมาตร หรือ OD ซึ่งผู้ตัดควรทำความเข้าใจว่าการตัดแว่นที่ดีๆ มีคุณภาพ มันมีปัจจัยอื่นที่สำคัญมากกว่าแค่การวัดสายตา ที่ทำให้แว่นที่ออกมา แล้วใส่ไม่ได้ นั่นคือ การวัด ค่าพารามิเตอร์ ขณะใส่แว่น เพื่อฝนเลนส์ และการตัด ประกอบเลนส์ เข้ากรอบแว่น
Line us