มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

หลายคนตัดเลนส์ progressive มาแล้วใช้ไม่ได้ มองไม่ชัด ต้องเงยหน้าอ่านหนังสือเพื่อหาจุดคมชัดของการมองใกล้ เพราะทรงแว่นไม่มีมุมเท มีภาพเบลอด้านข้างเพราะระยะ corridor สั้นไป  มองคอมไม่เต็มจอ ต้องหมุนหน้าจากซ้ายไปขวาเพราะพื้นที่มองระยะกลางสั้นและแคบ เรื่องแบบนี้มักเป็นปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟที่หลายคนผิดหวัง  จนไม่คิดจะกลับไปใช้อีกเลยมีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

อะไรที่ทำให้แว่นโปรเกรสซีฟเกิดปัญญาบ้าง 1.การเลือกกรอบ ซึ่งคนใส่มักไม่รู้ว่า กรอบแบบไหนเหมาะกับเลนส์ progressive 2.การ fitting กรอบแว่น กับตาดำของผู้ใช้ 3.ระยะ corridor ที่ไม่เหมาะสมกับ พารามิเตอร์ของกรอบแว่น  และพฤติกรรมการใช้งาน 4. การปรับหน้าแว่นหลังประกอบเลนส์ ให้ตรงตำแหน่ง fitting 5.การวัดค่า add หรือค่าสายตามองใกล้ที่ไม่ตรงกับระยะการใช้งานจริงของผู้ใช้ 

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

ปัญหาเรื่องสายตาตามอายุ ที่เกิดจากเลนส์ตาขาดความยืดหยุ่น ทำให้เราต้องพึ่งพาแว่นตา ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากแว่นอ่านหนังสือ หรือที่เรียกว่า reading glasses 

แต่พอเวลาผ่านไป เริ่มรู้สึกว่า แว่นอ่านหนังสือ เริ่มไม่สะดวก เพราะต้องถอดเวลาจะมองไกล

จึงเป็นที่มาของความต้องการ แว่นที่ไม่ต้องถอดเข้า ถอดออก นั่นคือ แว่น Bifocal กับ แว่น Progressive

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ปัญหาสายตาตามอายุทำให้ความสามารถในการเพ่งลดลง เนื่องจากเลนส์ตาขาดความยืดหยุ่นเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
โดยมีปัญหามาจาก เลนส์ตาเมื่อมีอายุมากขึ้นการยืด หด ของเลนส์ตาทำได้ไม่ดีเหมือนเดิม
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ทำให้เราต้องพึงแว่นสายตามาช่วยการมอง

แต่ถ้าเราต้องการใช้เลนส์ progressive จริงๆ สิ่งที่ผู้ใส่ต้องรู้ก่อนคือ กรอบแว่นที่จะใส่เลนส์ progressive มีความสำคัญมากๆๆๆ (size and shape are very much matter) 

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
แป้นรองจมูกที่ปรับได้ จำเป็นอย่างยิ่งกับกรอบแว่น progressive ถ้าแป้นรองจมูกปรับไม่ได้ อย่าใช้!!!

การเลือกกรอบแว่นสำหรับเลนส์ progressiveมีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

1.ความกว้างของกรอบที่เหมาะกับเลนส์ progressive คือใส่แล้วตาดำเราควรอยู่ประมาณกึ่งกลางแว่นตาเรา อย่าได้หาแว่นแนวแฟชั่นมาตัดเลนส์โปรเกรสซีฟ

แว่น progressive อาจไม่ใช่คำตอบ
กรอบแว่นใหญ่เกินไป อาจสร้างปัญหาหลายอย่าง
แว่น progressive อาจไม่ใช่คำตอบ
ขนาดแว่นที่พอดี จะช่วยลดปัญหาการใช้แว่น progressive

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

2.ความสูงของกรอบ คือระยะห่างระหว่างตาดำ กับ center ของ reading zone ที่ควรห่างประมาณ 18 มม หรือระยะความสูงของกึ่งกลางตาดำ กับขอบด้านล่างของกรอบ ควรเหลือสัก 18 มม

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
Minimum fitting height (MFH) หรือค่า corridor + 4มม.

Minimum fitting height ควรเลือกที่ 18 มม สำหรับมือใหม่ใส่ progressive เพื่อการมองในzone กลาง ไป zone ใกล้ สบายตามากขึ้น

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
MFH คือระยะห่างของ 2 จุดนี้
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ความสูงกรอบ จะมีผลกับ minimum fitting height ที่ต้องปรับตามความสูงของกรอบ เพื่อให้ zone reading ไม่ถูกเฉือนออกไป
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ความสูงน้อยแบบนี้ อาจต้องใช้เลนส์ progressive ที่มีค่า Minimum fitting height สั้น ซึ่งเหมาะกับคนเคยใช้ แว่น progressive มาก่อน

3.มุมเทหน้าแว่นที่มีองศาระดับหนึง ช่วยไม่ให้ต้องเหลือบตาลงต่ำมากจนเกินไปเมื่อต้องการใช้อ่านหนังสือ เมื่อเทียบกับแว่นหน้าตรงตั้งฉาก 90 องศากับพื้น

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
มุมเทหน้าแว่นควรเอียงเข้าหน้า ไม่ควรตั้งฉากกับพื้น

ระยะห่างตาดำกับเลนส์ที่ระยะ 12-14 mm ถ้าใส่ชิดตาเกินไป ก็จะมองไม่เห็น zone อ่านหนังสือ จึงจำเป็นต้องเป็นกรอบที่ปรับแป้นรองจมูกได้

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
12-14 มม คือระยะที่เหมาะสม กรอบแว่นที่ทำเลนส์โปรเกรสซีฟ ต้องมีแป้นรองจมูกที่ปรับได้

ความโค้งของกรอบในระดับที่พอดี จะช่วยรักษาระยะห่างของตาดำ กับเลนส์แว่นไม่หนีห่างจนเกินไป ทำให้สบายตามากขึ้น

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ความโค้งของกรอบ จะช่วยรักษาระยะห่างของเลนส์กับตาดำ
แว่น progressive อาจไม่ใช่คำตอบ
กรอบที่เหมาะกับแว่น progressive ควรมีมุมเท เพื่อช่วยในการมอง ระยะใกล้ได้สะดวกขึ้น เมื่อเทียบกับแว่นที่ไม่มีมุมลาดเทเข้าหาหน้า ในขณะที่ระยะห่างของแว่นกับลูกตา ก็มีผลกับการวาง ระยะ corridor เข่นกัน หากใสแว่นชิดหน้า แต่ใช้ long corridor จะทำให้เราหาพื้นที่ในการมองใกล้ได้ยากขึ้น นั่นคือเราต้องขยับแว่นให้ห่างตา จึงจะหาจุดชัดของเลนส์มองใกล้
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
กรอบที่เหมาะกับเลนส์ progressive มี มุมเทหน้าแว่น กับ ระยะห่างของเลนส์กับตาดำ ที่จะช่วยให้ใช้งานได้ดีขึ้น
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ความโค้งของกรอบแว่น มีผลต่อการกำหนดระยะ minimum fitting height ของเลนส์ progressive

เหตุผลของเรื่องนี้มาจากโครงสร้างของเลนส์ progressive ที่มีค่าสายตาหลายค่าในเลนส์เดียวกัน มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

เลนส์ progressive ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาการมองไกล เพราะส่วนบนของเลนส์ ไม่มีพื้นที่ที่เบลอ หรือเป็นจุดอับของเลนส์ ยกเว้นการวางจุดโฟกัสเลนส์มองไกลผิดพลาดจึงทำให้มองไกลไม่ชัด 
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ถ้ามองไกลไม่ชัด ต้องดูจุด cross mark ของเลนส์ว่าตรงตาดำมั้ย
แต่ส่วนล่างที่ใช้มองระยะกลางที่ใช้ทำงานกับคอม กับระยะใกล้ที่ใช้อ่านหนังสือ ดูมือถือ จะมีพื้นที่แคบกว่าพื้นที่มองไกล คนใส่ควรรู้ว่า zone ระยะกลาง กับใกล้ จะมีพื้นที่ที่เบลออยู่ ด้านข้าง และระยะ corridor สั้น zone มองกลาง หรือระยะคอมตั้งโต๊ะ จะยิ่งแคบ จนแทบจะใช้ไม่ได้ ดังนั้นถ้าเน้นทำคอม แนะนำว่าใช้เลนส์ คอม หรือ เลนส์ office จะดีกว่าเยอะ
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
รูปทรงของแว่น อาจทำให้พื้นที่อ่านหนังสือถูกเฉือนออก

4.รูปทรงของแว่น บางชนิดไม่เหมาะ กับเลนส์ progressive เช่น แว่นทรง aviator ตามรูป reading zone อาจจะแหว่งหายไปบางส่วนถ้าใช้แว่นทรงนี้ตัดเลนส์ progressive

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
shape is matter for progressive lens

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ

5.เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องของการ fitting แว่นที่จะประกอบเลนส์ progressive การวัดจุดกลางตาดำ เช่น PH และ PD ต้องแยก ตาซ้าย ตาขวา เพราะเลนส์ชนิดนี้ จุดโฟกัสผิดเล็กน้อยก็มีผลต่อการมอง ดังนั้นเราจะตัดแว่นตัวไหน ต้องลองใส่ให้พอดีกับหน้า ก่อนวัดค่า Pupil height แบบแยกซ้าย ขวา

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
Pupil Height (PH) is matter
มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
monocular PD is matter

เมื่อตัดประกอบเลนส์ แล้วสิ่งที่คนใช้ต้องรู้คือ ใส่แว่นให้ตาดำตรงกับ จุดcross mark ของเลนส์โปรเกรสซีฟ

ปัญหาเลนส์โปรเกรสซีฟ
fitting cross หรือ cross mark คือตำแหน่งที่ควรตรงกับ จุดกึ่งกลางตาดำ ตอนใส่แว่นโปรเกรสซีฟ

ส่วนเรื่องราคาเลนส์ progressive ที่มีหลายราคา อันนี้แล้วแต่งบประมาณของแต่ละคน เพราะถ้า fitting แว่นตรงกับตำแหน่งที่ใช้งาน ระยะ minimum fitting height ที่เหมาะสม ราคาเลนส์ progressive ระดับปกติก็ใช้งานได้เหมือนกัน

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
ระยะ fitting height 18 มม ช่วยให้การใช้งาน zone กลาง หรือระยะคอมพิวเตอร์ดีขึ้น การเลือกระยะ fitting height ที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งาน เป็นเรื่องสำคัญของเลนส์โปรเกรสซีฟที่เราควรรู้

ด้วยระบบ free form ที่ใช้ soft ware คำนวณค่าสายตาใน zone การมองแต่ละ zone สามารถทำให้ตำแหน่งจุดโฟกัส มองไกล มองใกล้ ไม่ผิดเพี้ยน 

ส่วนการทดลองใส่ เลนส์ progressive ของรุ่นที่จะใช้สิ่งที่ควรเข้าใจก็คือ เลนส์โปรเกรสซีฟมีระยะ fitting height หลายค่า

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
เลนส์ progressive free form จะมีค่า minimum fitting height หลายค่าในเลนส์ รุ่นเดียวกัน เพราะความหลากหลายของรูปทรงแว่นที่ต่างกัน

ความรู้สึกย่อมแตกต่างกัน ระหว่างเลนส์ short fitting height กับ long fitting height 

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
การปรับแว่นให้ตรงกับจุดโฟกัสของเลนส์ จะช่วยให้ใช้งานได้ดีขึ้น มากกว่าซื้อเลนส์ที่ราคาแพงขึ้น
เรื่องที่สำคัญที่สุดก่อนจะตัดเลนส์ progressive คือ การใช้งานบางอย่างอาจไม่เหมาะกับแว่น progressive เช่น ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน  ซึ่งเป็นการใช้งาน zone กลาง เลนส์office อาจเป็นเลนส์ที่เหมาะสมกว่า เพราะเลนส์ office ออกแบบสำหรับการเน้นการมองระยะกลาง

มีปัญหากับแว่นโปรเกรสซีฟ
เลนส์ progressive อาจไม่ใช่เลนส์ที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
เลนส์ progressive ไม่ใช่เป็นเลนส์ที่ใช้งานได้ดีทุก zone จึงควรคิดให้รอบครอบว่าใช้งานอะไรเป็นหลักในแต่ละวัน เพราะถ้าเข้าร้านแว่น ก็จะได้คำแนะนำว่าให้ตัดเลนส์ progressive เป็นหลัก เมื่อเราบอกว่าต้องการใช้งานมองไกล กับมองใกล้
ดังนั้น เราต้องพูดคุยรายละเอียดมากกว่านี้ เพื่อที่จะได้เลนส์ที่เหมาะกับการใช้งานจริงๆ 

Free Form Green กรอบแว่นไททาเนี่ยม Minimal Concept บานพับไม่ใช้น๊อตสกรู ทำจากวัสดุ Beta-Titanium มีคุณสมบัติ เบากว่าวัสดุอื่นเท่าตัว ยืดหยุ่นกว่า pure titanium ทนการกัดกร่อนจากกรด และ ด่าง เคลือบสีด้วยระบบปะจุไฟฟ้า Vapour Deposition technique


1 - 60 ของ 83 สินค้า

กรอบแว่นไททาเนี่ยม Free Form Green ดียังไง

กรอบไททาเนี่ยม free form green

กรอบแว่นไททาเนี่ยม​ Free​ ​form ​green​ ดียังไง​ เป็นเรื่องราวที่ผู้ใช้บอกต่อๆกันมา​ เกี่ยวกับ​ความทนทาน​ที่ใช้มานานเป็น​ 10 ปี เผลอหลับคาแว่น ขาไม่หัก ดัดได้ ทนเหงื่อไม่ขึ้นสนิม น้ำหนักเบา ออกแบบโดย ดีไซเนอร์ ชาวเยอรมัน

แว่นไททาเนี่ยม free form green
ขาแว่นเป็นเบต้าไททาเนี่ยม ยืดหยุ่น ทนการกดทับได้ดีกว่าวัสดุชนิดอื่น

Free form green by Thomas Trauth เป็นกรอบแว่นที่เป็น green concept ลดการสร้าง carbon dioxide ที่ทำให้โลกร้อน และ ทำให้สมดุลของโลกนั่นเปลี่ยนแปลง ถ้าใครเคยดูสารคดี เรื่องโลกร้อน จะทราบว่า มันมีผลกับทุกชีวิตบนโลก

กรอบ free form green ดียังไง
กรอบ free form green เป็นกรอบที่ทำจาก beta titanium เบา ดัดได้ มีรูปทรง ที่เหมาะการประกอบเลนส์ progressive
free form green by Thomas Trauth
FREE FORM GREEN EYEWEAR- Designer Eyewear from Germany

​ด้วยตัว เบต้า ไททาเนียม ที่พัฒนามาจากปัญหาของกรอบ pure titanium ที่แข็งดัดยาก เปราะหักได้

Free form green ดียังไง
คู่ควรกับคนที่หลับคาแว่น

เรื่องราวจากผู้ใช้ ที่เผลอหลับทับแว่น

แว่นไททาเนี่ยม free form green
ทนการกัดกร่อนจากเหงื่อ และน้ำเค็ม ได้มากกว่า

คนที่เคยใช้กรอบไททาเนี่ยมราคาหลักหมื่น​อย่าง กรอบ IC Berlin​, Silhouette และ Lindberg  มาก่อน จะบอกได้ว่ากรอบ Free form green นั้นคุ้มค่ากว่า เมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายออกไป

แว่น​ free form green ดี​ยังไง​
Minimal concept ไม่ใช้​ น๊อต สกรู​ และสปริง​ ที่บานพับ
free form green
สภาพการใช้งานที่ผ่านมาเกือบ 10 ปี ของ free form green รุ่น FFA910 สี copper

การใช้วัสดุ เบต้าไททาเนี่ยม silicone สลักที่เป็นบานพับของขาแว่น การทำสีพื้นด้วยระบบ Vapor Deposition Coating  ที่ทำให้สีติดทนนานfree form green1. Green concept ไม่ใช้น๊อต​ สกรู​ สปริง​ ที่บานพับ แต่กระชับเหมือนสปริง​ด้วยการออกแบบของ ThomasTrauth ที่มีความเป็นTechnical ในตัวเอง จึงออกแบบกรอบให้มีน้ำหนักเบา ด้วยการขึ้นรูปกรอบ และ ขา บนแผ่นเบต้าไททาเนี่ยม ด้วยการปั๊มเพียงครั้งเดียวfree form greenfree form green

Free form green
การออกแบบที่มี ชิ้นงานเพียง 3 ส่วน คือ กรอบ ขา และบานพับ

free form greenWhat is the difference between titanium and beta titanium?Titanium frames can be finished with beta alloy. This makes the material harder and more flexible. Also, a beta alloy from vanadium and chrome heightens resistance to corrosion. For this reason, frames crafted from beta titanium can resist contact with saltwater. By the way, it can also withstand acids.  แข็งกว่า  ยืดหยุ่นกว่า  ทนกรด  ทนด่างfree form green ดียังไงfree form green ดียังไงhttps://youtu.be/xYJQK2KBT8sแว่น​ free form green ดี​ยังไง​แว่น​ free form green ดี​ยังไง​2. ใช้วัสดุ​ beta-Titanium​ ที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่น​สูงกว่า pure titanium จึงเหมาะกับ เลนส์progressive ที่จำเป็นต้องมีการดัดขาแว่น และ แป้นรองจมูกในบางครั้ง ในขณะที่กรอบที่เป็น pure titanium, memory titanium ไม่อาจดัดได้เหมือน Beta-titanium ของ Free form greenกรอบไททาเนี่ยม free form greenFree form green​ กลายเป็นแว่นที่เบากว่าแว่นทั่วไปมาก คือมีน้ำหนักเฉลี่ยเพียง​​ 12.9 กรัม​ ในขณะที่​แว่นทั่วไปในแบบเดียวกันมีน้ำหนักถึง​ 26.3 กรัม​ 

แว่น​ free form​ green ดียังไง
และนี่คือเหตุผล​หนึงที่หลายคนยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อน้ำหนักที่เบาลง เหมือนหลายคนที่ยอมจ่ายเงินค่าเลนส์ที่บางลง เพื่อลดน้ำหนักแว่นทั้งอัน

3.พ่นสีด้วยวิธี​ vapour deposition technique ที่ทำให้สีติดทนนาน  เป็นระบบการพ่นสีพื้นที่ใช้การปรับแรงดัน​ และอุณหภูมิ​ เพื่อให้สีกลายเป็นละออง​ และจับตัวกับชิ้นงาน​ ด้วยประจุไฟฟ้าบวก ลบ ในการทำให้สีให้ติดกับกรอบแว่น จึงมั่นใจได้ว่า สีพื้นติดทนทานfree form green ดียังไงfree form green ดียังไงfree form green ดียังไง

Vapour Deposition color

4.Silicone ตรงขาแว่น​ เป็น Anti Allergic Rubber Coating​ ที่ไม่ระคายผิวหนัง​ โดยเฉพาะคนที่แพ้ Silicone

แว่น freeformgreen
silicone ขาแว่น
free form green
แว่นที่ผู้ใช้มานานกว่า10 ปีแล้ว กรอบแว่นยังคงสีเดิม​ ไม่ลอก​ siliconeที่ขาแว่นยังอยู่​ในสภาพเดิมอยู่​ เหลือยางรองจมูกที่เปลี่ยนสภาพ​ ซึ่งสามารถเปลี่ยนใหม่ได้​ และนี่คือเหตุผล​ที่ผู้ใช้กลับมาซื้อซ้ำ

กรอบแว่นไทเทเนี่ยม

จึงทำให้คนที่เคยใช้แล้ว​ ต้องตามหากรอบแว่น​ Free​From​Green มาใช้อีกครั้งเพราะ ความทนทานของแว่นนั่นเอง

กรอบ free form green ดียังไง
กรอบโปรเกรสซีฟ จำเป็นต้องมีมุมเทหน้าแว่น และความสูง ที่เหมาะสม

Free form green กรอบที่เป็นมิตรกับเลนส์ progressive เพราะดัด ปรับได้ ต่างจากรอบที่เป็น pure titanium, memory titanium ที่ดัดไม่ได้

  • แบ่งตามกรอบ ได้ 4 กลุ่มใหญ่ คือ full rim, semi rim, rimless และ Acetate
  • รูปทรง มี 65 ดีไซน์​ 
  • สีกรอบ ประมาณ 3 สีต่อ 1 ดีไซน์ ระบุสีที่ขาแว่น
  • ระบุความกว้างรวมของกรอบ 
  • มีเลขระบุที่ขาแว่น ระบุความกว้างของเลนส์ สะพานจมูก และความยาวขาแว่น พร้อมรหัสสินค้าแต่ละตัว
  • แยกsize S, M, L และ XL เพื่อง่ายต่อการเลือกกรอบแว่นไททาเนี่ยม free form green ดียังไงกรอบแว่นไททาเนี่ยม free form green ดียังไง

ด้วยรายละเอียดที่ Thomas Trauth ออกแบบมาตามโครงสร้างของหน้าที่มีความหลากหลาย และออกแบบรูปทรงที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับรูปหน้าที่แบ่งเป็น 3 ส่วน คือส่วนบนหน้าผาก ส่วนกลางคิ้วถึงจมูก และ ส่วนล่างจมูกจรดคาง 

Free form green ได้จัดเป็น 4 กลุ่มหลักคือ

1. Free form green Full rim กรอบเต็มใช้ได้กับเลนส์ Index 1.5 ขึ้นไป สำหรับตัดแว่น single lens และ progressive lensfree form green ดียังไง

กรอบไททาเนี่ยม
กรอบเต็ม หรือ full rim

2.Free form green Semi Rim กรอบครึ่ง​  หรือ Nylon Rim เนื่องจากกรอบบางมาก จึงจำเป็นต้องใช้เลนส์สายตาที่มี index 1.6 ขึ้นไป เพื่อเซาะร่องจึงจำเป็นต้องใช้เลนส์เหนียวอย่าง 1.6 ตัดได้ทั้ง single lens และ progressive lens

free form green
กรอบ semi rim หรือ กรอบ Nylon
free form green
การทำร่องที่เลนส์ ต้องใช้เลนส์ที่เหนียวกว่าปกติ ซึ่งก็คือเลนส์ ที่มี index 1.6 ขึ้นไป

Freeformgreen

Free form green
กรอบครึ่ง หรือ semi rim

3.Free form green Rimless กรอบเจาะ​เบามากๆ ตัดได้ทั้ง single lens และ progressive lens ต้องใช้เลนส์เหนียว  index  1.6  ขึ้นไปเพราะการเจาะเลนส์  เพื่อเข้ากรอบ Rimless Free form green

แว่นใส่วิ่งใส่ทำงาน ทำไมต้องแยกกัน
กรอบเจาะ หรือ rimless

4 Free form green กรอบ Acetate โครงสร้างด้านในเป็น beta titanium สำหรับคนที่ชื่นชอบกรอบที่เป็นพลาสติก ใช้ได้กับ index 1.5 ขึ้นไป ใช้ตัด single lens และ progressive lens (สำหรับรุ่นที่ปรับขารองจมูกได้)

Freeformgreen

กรอบ Acetate เป็นกรอบ titanium ที่หุ้มด้วย Acetate เหมาะกับคนที่มีค่าสายตาเยอะ กรอบจะช่วยบดบังความหนาของเลนส์

กรอบไททาเนี่ยม Free form green ดียังไง
เลนส์ progressive จำเป็นต้องใช้กรอบแว่นที่แป้นรองจมูกดัดได้

กรอบไททาเนี่ยท​ free form green ผลงานของ Thomas Trauth ได้รับการยอมรับ ในด้านการออกแบบ ที่สร้างนวัตกรรม​ที่ยอดเยี่ยมทั้งคุณภาพ และ ดีไซน์ที่เป็นทั้ง emotional และมีความเป็น functional สำหรับมาตรฐานของกรอบแว่น progressive  

ไว้จะมาอุดหนุนเรื่อยๆครับ ผมใช้กรอบของ Free Form ยี่ห้อเดียวเลยครับ เคยใช้ IC Berlin ยังสู้ยี่ห้อนี้ไม่ได้
แว่น​ free form green ดียังไง
User
ใช้ thomas trauth อยู่ค่ะ .. ชอบมาก .. มาดูแล้วเห็นมีหลายแบบ เลยอยากลองเข้ามาดูค่ะ รอร้านเปิดนะคะ
แว่น​ free form green ดี​ยังไง​
user
Genuine
5/5